ยินดีต้อนรับสู่บล๊อกของคนทำเกษตรอินทรีย์ด้วยนวัตกรรม

หลักการเกษตรอินทรีย์ (Organic Farming Principles)


หากผมจะกล่าวถึงหลักการของเกษตรอินทรีย์แบบเป็นวิชาการในต้นบทความเลย คุณผู้อ่านคงจะเบื่อและไม่อ่านบทความนี้ของผม เพราะแม้แต่ตัวผมเองได้อ่านและพยายามทำเข้าใจกับความหมายของคำว่า "เกษตรอินทรีย์" ก็ยังอ่านกลับไปกลับมาตั้งหลายตลบกว่าจะเข้าใจ

ดังนั้นผมจะขอเขียนบทความเป็นแบบเล่าเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์แล้วกัน มาเริ่มกันเลยนะครับ!

บริบทของการทำเกษตรอินทรีย์


จริงๆ แล้ว ก่อนที่ผมจะมาทำเกษตร ผมก็ไม่เคยรู้ความหมายของคำว่า "เกษตรอินทรีย์" เลยแม้แต่น้อย รู้เพียงแต่ว่าเป็นพืชผักผลไม้ ที่ปลอดสารพิษ ปลูกแบบไม่ใช่ปุ๋ยเคมี กินแล้วปลอดภัยไม่มีสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เข้าใจผิดไปอย่างนั้น แต่พอได้มาทำเกษตรก็มุ่งมั่นที่จะทำเกษตรในแนวปลอดสารพิษอยู่แล้ว คือ ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี เพราะเข้าใจว่าปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงต่างๆ เป็นสารพิษร้ายแรง ยิ่งเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักการและกฎเกณฑ์ที่กำหนดคำนิยามของคำว่า "เกษตรอินทรีย์" ไปกันใหญ่ ไปคนละเรื่องละราวกันเลยทีเดียว



จนได้เข้ามาทำเกษตรและเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงร้อง อ๋อ! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ถ้าผมเดาไม่ผิดหลายๆ คนที่เป็นผู้บริโภคหรือแม้แต่ตัวเกษตรกรเอง อีกหลายคนก็ยังไม่เข้าใจและรู้ความหมายของคำว่า "เกษตรอินทรีย์" ได้ถ่องแท้มากนัก เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ในบ้านเรามันสลับซับซ้อน ประเทศเราเป็นสังคมเกษตรกรรม ดังนั้น การทำเกษตร ก็คือ การทำสวนทำไร่ทำนา ปลูกผัก ผลไม้ พืชกินได้ ไปตามเรื่อง ตามความเข้าใจของชาวบ้าน เพราะเราทำการเกษตรมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยมีใครมากำหนดความหมายและคำนิยามให้สักที

แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการและความรู้วิทยาการสมัยใหม่ ได้เข้ามาครอบงำและกลมกลืนไปกับวิธีการและรูปแบบของการทำเกษตรในสมัยเก่าไปเกือบหมด ก็ทำให้วิธีการทำเกษตรของเกษตรกรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ส่งผลต่อการทำเกษตรในบ้านเราจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย


ยกตัวอย่างเช่น ย้อนกลับไปเมื่อสมัยผมยังเป็นเด็ก 30 กว่าปีมาแล้ว เห็นจะได้ เท่าที่พอจำความได้ก็น่าจะเรียนอยู่ประมาณ ป.2 -3 ได้ไปทำนากับพ่อแม่ สมัยนั้นยังใช้ควายไถนาอยู่เลยครับ พ่อของผมมีควายอยู่ 3-4 ตัว คุณรู้ไหมครับ? กว่่าจะไถนาเสร็จในแต่ละแปลง ก็เล่นซะเหนื่อยแฮกกันไป! ทั้งคนทั้งควาย อ้าว! คุยเรื่องเกษตรอินทรีย์กันอยู่ดีๆ ไปเรื่องควายไถนาซะแระ ต่อเรื่องกันครับ ในสมัยนั้น เวลาทำนา ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลยครับ ผมกับพ่อได้ขนขี้วัวขี้ควายที่เลี้ยงนี้แหละมาใส่ในนาข้าว ต้นข้าวเจริญงอกงามและให้ผลผลิตดีมาก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ดีมาก และดินร่วนซุยดี มีธาตุอาหารครบ โรคพืชและแมลงศัตรูพืชมีน้อย ขุดลงไปตรงไหนก็มีไส้เดือนตรงนั้น



แต่หลังจากนั้นผ่านมาสักเกือบ 10 ปี ให้หลัง ชาวนาหรือเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยเคมีและสารฆ่าแมลงกันทั้งประเทศเลยทีเดียวครับ ผมก็ยังงงๆ และสงสัยว่าทำไมมันเปลี่ยนแปลงไปมากมายรวดเร็วขนาดนั้น นี่ไงครับ เป็นผลงานของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้ทำลายวงจรชีวิต และระบบนิเวศน์ของธรรมชาติทีละเล็กละน้อย ค่อยสะสมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่เราไม่รู้ตัว จนถึงที่สุด ก็ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเข้าขั้นวิกฤติ แล้วคนจึงได้ตื่นตัวและตระหนักในโทษของสารเคมีหรือสารพิษ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง กำจัดศัตรูพืช หรือแม้แต่สิ่งที่ทันสมัยกว่านั้น เช่น การตัดต่อพันธุกรรม GMO ผมยังไม่อยากจะนึกเลยครับ ว่าจะมีอานุภาพทำลายล้างโลกมนุษย์ได้มากขนาดไหน นี้เป็นเพียงวิทยาศาสตร์ในด้านการเกษตรเท่านั้นนะครับ

แนวคิดเริ่มต้นของการทำเกษตรอินทรีย์


จากผลกระทบที่ได้รับจากสารพิษ สารเคมี ที่ส่งผลเสียต่อคนและโลก ก็ทำให้ฝรั่งผู้เก่งกาจ ผู้คิดค้นเทคโนโลยีมาให้คนทั้งโลกใช้ ก็เล็งเห็นผลกระทบนั้น ก็เลยกลับมาแนะนำให้เกษตรกรทั่วโลกหันมาทำเกษตรในแบบธรรมชาติ หรือการเกษตรแบบดั้งเดมของเราที่เคยทำกันนั้นแหละครับ และ He ก็กำหนดความหมายและคำนิยามของคำว่า "เกษตรอินทรีย์" มาให้ You ใช้อย่างเสร็จสรรพเลย และประเทศไทยเราก็ตื่นตูม...ตามฝรั่งไปไงครับ


ในความเป็นจริงแล้วผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีในการทำเกษตร ได้สะสมมานานโขแล้วครับ สำหรับประเทศไทยเรา ปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีในการเกษตร แทบจะเป็นสินค้านำเข้าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว เรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดของประเทศไทยเรานะครับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง คงเป็นเกษตรกรมาก่อนนะครับ ท่านเล่นทำแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่รู้ไม่ชี้ จนประเทศเราก็ได้รับความเสียหายจากการทำเกษตรแบบใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีอย่างมากมายมหาศาล



แม้ในปัจจุบันจะมีการโฆษณา และชักชวนให้ชาวนาหรือเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือทำเกษตรอินทรีย์กัน แต่ก็ได้ผลไม่มากนัก เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีความคุ้นเคยและเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารฆ่าแมลงในการทำการเกษตรของเขานั้นเอง มันฝังอยู่ในสมองส่วนลึกไปซะแล้วครับ

หากถามผมว่า แล้วผมจะชักชวนหรือชักจูงไห้เกษตรกรเหล่านั้นให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์แบบผมได้ไหม ผมขอตอบว่า "ไม่ได้ครับ" เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องทัศนคติและความเชื่อส่วนตัวของคนนั้นๆ ไปเสียแล้ว ยากจะเปลี่ยนแปลงครับ และก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะต้องไปชักชวน เพราะนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องรณรงค์ให้เกษตรกรเขาได้รู้และเข้าใจถึงพิษภัยของการใช้สารเคมี

ผมเพียงแต่มีความเชื่อในส่วนตัวของผมเองเท่านั้น ว่าการทำเกษตรธรรมชาติ หรือการทำเกษตรอินทรีย์ หรือทำเกษตรไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ปลอดสารพิษ หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ตามคำนิยามของหน่วยงานหรือนักวิชาการได้กำหนดเป็นตัวหนังสือไว้ในตำราก็ว่ากันไป แต่ ปณิธานของผม ก็คือ ผลิตอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเท่านั้น ส่วนขั้นตอนหรือวิธีการผมก็ศึกษาเรียนรู้กับการลงมือทำไปด้วย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นประสบการณ์ในการทำเกษตรอินทรีย์ ที่จะนำไปสู่การทำเกษตรอย่างยั่งยืนเพื่อเลี้ยงชีพของผมและครอบครับได้อย่างสุขสบาย



จากที่เล่ามาจะจบบทความแล้ว ผู้อ่านอาจจะงงและสงสัยใช่ไหมครับ? แล้วหลักการของเกษตรอินทรีย์มันอยู่ตรงไหนกัน? หากผมไม่ท้าวความให้จบก่อน คุณผู้อ่านก็คงจะออกจากหน้าบล็อกของผมไปในทันทีแน่ๆ

ผมก็ได้ทำลิงค์หลักการเกษตรอินทรีย์ตามหลักวิชาการไว้เป็นหัวข้อ ให้ด้านล่างนะครับ จะมีทั้งหลักการและแนวทางเกษตรอินทรีย์ รวมถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์อ้างอิงตามหลักวิชาการและเพิ่มเติมหลักการของเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรดีที่เหมาะสม GAP : Good Agriculture Practice เกษตรยั่งยืน และยังลิงค์ไปดูวิธีการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน และแนวทางเกษตรธรรมชาติที่เป็นหน้าหลักที่ผมขยายข้อมูลความรู้ไว้ให้ด้วยนะครับ

หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้ที่สนใจ และอยากจะรู้ความหมายให้กระจ่างใจเสียทีครับ




ข้อมูลความรู้ทางวิชาการเกษตรที่น่าสนใจ


เกษตรอินทรีย์
➤ หลักการของเกษตรอินทรีย์

หลักการของเกษตรอินทรีย์ หลักใหญ่ๆ ก็มีอยู่ 4 หลักการสำคัญ คือ ด้านสุขภาพ ด้านนิเวศวิทยา ความเป็นธรรม และการดูแลเอาใจใส่ (Healh, Ecology, Fairness, and Care) ซึ่งเป็นหลักการสากลทั่วไปที่กำหนดโดยสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ IFOAM : International Federation of Organic Agriculture Movement. เมื่อปี 2548 ไปดูรายละเอียดแต่ละหลักการกันว่ามีอะไรบ้าง


  1. หลักการด้านสุขภาพเป็นการส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงดิน พืช สัตว์และมนุษย์ ดินจะต้องมีนิเวศวิทยาและสุขภาวะที่ดี คือ ดินอุดมสมบูรณ์ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และพืชที่ได้ธาตุอาหารจากดินต้องมีสุขภาวะที่ดีด้วย คือสะอาดปลอดภัย อันจะส่งผลต่อสัตว์และมนุษย์ที่บริโภคพืชเหล่านั้น ดังนั้นหลักการสุขภาพ ตลอดขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนถึงตอนจบ เริ่มแต่การผลิตพืชในเรือกสวนไร่นา จนนำไปแปรรูป และจนถึงการบริโภค ต้องเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมด้วย ในการทำเกษตรจะต้องไม่ใช่ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่างๆ ตลอดจนพืชตัดแต่งพันธุกรรม GMO ที่มีอันตราย อย่างสิ้นเชิง

  2. หลักการด้านนิเวศวิทยา การทำเกษตรอินทรีย์ต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศวิทยาตามธรรมชาติและวงจรของสิ่งมีชิวิต จะต้องไม่ไปส่งผลกระทบต่อความสมดุลของธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว กิจกรรมการเกษตรทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ จะต้องสอดคล้องกับวิถีของธรรมชาติ และอนุรักษ์สภาพภูมินิเวศ น้ำ อากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ในระบบนิเวศท้องถิ่นด้วย เช่น การปรับปรุงดินโดยปลูกพืชหมุนเวียน การเลี้ยงสัตว์โดยไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นสร้างมลภาวะทางอากาศ เป็นต้น

  3. หลักการความเป็นธรรม หลักการข้อนี้ถือว่าเป็นหลักการกล่าวไว้โดยกว้างแต่ครอบคลุมต่อการทำเกษตรอินทรีย์ ต้องเป็นธรรมหรือมีความเสมอภาคที่ให้กับมนุษย์ด้วยกัน และมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งพืชและสัตว์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตอาหารหรือผลิตผลเกษตรอินทรีย์ เช่น การปฎิบัติต่อสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม จัดสภาพแวดล้อมให้สัตว์อยู่อย่างถูกหลักอนามัย การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม การผลิต จำหน่าย ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่โปร่งใส รวมถึงต้องอนุรักษ์ปกป้องระบบนิเวศวิทยา และสังคมให้แก่คนรุ่นหลังอีกด้วย

  4. หลักการดูแลเอาใจใส่ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรอินทรีย์ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่งผลกระทบไม่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการนำเทคโนโลยีการเกษตรมาใช้อย่างไม่ถูกวิธี และไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ ทำให้เกิดผลเสียหายต่อนิเวศวิทยา เช่น การนำเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมมาใช้ตัดต่อพันธุกรรมของพืชและสัตว์ เป็นต้น ต้องดูแลเอาใจใส่และระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องมีการทบทวนและประเมินผลในการปฏิบัติกิจกรรมการทำเกษตรอินทรีย์นั้นๆ อยู่ตลอดเวลา
➤ แนวทางของการทำเกษตรอินทรีย์

แนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ เป็นแนวทางของการทำเกษตรที่ไม่ใช่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นแนวทางที่คำนึงถึงผลกระทบต่อวิถีแห่งธรรมชาติ การทำเกษตรยังต้องช่วยสร้างความสมดุลของระบบนิเวศการเกษตร การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ และสร้างสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพในฟาร์ม

ใช้การบริหารจัดการฟาร์มด้วยกระบวนการความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และส่ิงมีชีวิตในฟาร์มให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ ในกระบวนการผลิตจะต้องสร้างวงจรของธาตุอาหารในดิน ใช้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาติช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ ประหยัดพลังงานจากธรรมชาติ อนุรักษ์และฟื้นฟูดินและน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นการอาศัยการพึ่งพิงกันของคนกับธรรมชาติที่เป็นอยู่นั่นเอง


คำนิยามและความหมายของคำว่า "เกษตรอินทรีย์" จึงอยู่เหนือสุดหรือสูงสุดกว่าการทำเกษตรด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรปลอดสารพิษ การทำเกษตรดีที่เหมาะสม GAP เกษตรปลอดสารเคมี หรือคำอื่นๆ ที่ใช้เรียกกันเยอะไปหมดจนคิดว่าเป็นความหมายเดียวกันกับ "การทำเกษตรอินทรีย์"
ในความเป็นจริงแล้วการทำเกษตรอินทรีย์ จะแยกออกจากการทำเกษตรเหล่านั้นอย่างเด็ดขาด และเป็นการเกษตรที่ปฎิเสธการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี และพึ่งพิงธรรมชาติ

ทั้งยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจกับสังคมที่ตั้งอยู่ สร้างความมั่นคงด้านการผลิตอาหารที่ปลอดภัยที่สุด ให้กับผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตทุกระดับ ตั้งแต่ท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ ในการส่งเสริมด้านการผลิตและการตลาด ให้สอดคล้องเป็น "นวัตวิถี" ในการทำเกษตรอินทรีย์

ดังนั้นจึงมีหน่วยงานด้านการเกษตรเข้ามารับรองผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ทำการตรวจสอบรับรองในมาตรฐานและขั้นตอนการผลิตแต่ละขั้นตอนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ตลอดจนแนะนำนวัตกรรมการทำเกษตรใหม่ๆ ต่อเกษตรกรให้นำไปประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง

➤ การทำเกษตรอินทรีย์อ้างอิงตามหลักวิชาการ

เกษตรปลอดสารพิษ
➤ หลักการของเกษตรปลอดสารพิษ

ก่อนที่จะมาทำความเข้าใจกับหลักการของเกษตรปลอดสารพิษ ผมต้องขออธิบายแยกแยะให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของเกษตรปลอดสารพิษเปรียบเทียบกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน และจะได้ไม่งงหรือสับสนเกี่ยวกับเกษตรปลอดสารพิษหรือการปลูกพืชผักปลอดสารพิษกันนะครับ

การทำเกษตรปลอดสารพิษ โดยทั่วไปผู้อ่านหรือคนทั่วไปคงคิดว่าเป็นการเกษตรที่ทำไม่ใส่ปุ๋ยเคมี และคือ การทำเกษตรอินทรีย์ เป็นความหมายเดียวกันนั่นเอง ผมจะบอกว่าผู้อ่านเข้าใจผิดครับ และผมเองก็เข้าใจผิดเหมือนกันในตอนแรก จนได้มาเรียนรู้ ว่าการทำเกษตรปลอดสารพิษนั้นสามารถใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีสังเคราะห์ได้ เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของพืช แต่ใช้ในปริมาณที่จำกัดและถูกวิธี ก่อนที่จะนำไปจำหน่ายหรือบริโภคต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงาน แต่การทำเกษตรอินทรีย์นั้น ห้ามใช้สารเคมีหรือปุ่ยเคมีโดยเด็ดขาด ผลผลิตจะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงาน คงเข้าใจความหมายจริงๆ กันแล้วนะครับ


หลักการของการเกษตรปลอดสารพิษ หรือที่เราเรียกกันว่า "การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ" เป็นกระบวนการผลิตพืชผักเกษตรที่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เป็นปุ๋ยเคมี ที่มีธาตุอาหารต่างๆ ช่วยในการเจริญเติบโต อาจจะช่วยร่วมกันกับปุ๋ยอินทรีย์ โดยที่สารเคมีสังเคราะห์เหล่านั้นจะต้องไม่มีสารพิษตกค้าง ที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ในการใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือยาฆ่าแมลงศัตรูพืชและเชื้อราต่างๆ จะต้องใช้ภายใต้วิธีการที่กำหนดอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตไปบริโภคหรือจำหน่าย จะต้องงดใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในพืชผักเกินมาตรฐานที่หน่วยงานสาธารณสุขกำหนดไว้ ถึงจะได้รับการรับรองว่าเป็น ผักปลอดสารพิษ หรือ "ผักปลอดภัย"

➤ แนวทางและวิธีการทำเกษตรปลอดสารพิษ

เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ควรจะต้องยึดหลักและกฎเกณฑ์ในการใช้สารเคมีสังเคราะห์ตามที่หน่วยงานกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยอาจจะใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ทีผลิตเองได้ และหาแนวทางประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการปลูกพืชผัก เพื่อให้เจริญเติบโต แข็งแรง และมีความต้านทานโรค อาจใช้ผลงานวิจัยหรือสารชีวภาพจากหน่วยงานเกษตรมาใช้ร่วมด้วย เช่น การใช้ไตรโคเดอร์มาช่วยกำจัดเชื้อราในพืชผัก การใช้สารไล่แมลงจากใบสะเดาหรือพืชสมุนไพรที่สกัดได้เอง การแก้ไขความเป็นกรดเป็นด่างของดินและเพิ่มธาตุอาหารในดินด้วยการปลูกพืชสลับหมุนเวียน หรือช่วยสร้างสมดุลทางชีวภาพการเกษตร การใช้ปุ๋ยคอกหรือหมักปุ๋ยใช้เอง ช่วยเพิ่มธาตุอาหารหลัก รอง เสริมให้กับพืชเป็นต้น


เกษตรดีที่เหมาะสม GAP : Good Agriculture Practice
➤ หลักการเกษตรดีที่เหมาะสม

เป็นหลักการในการทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตร กำหนด ขั้นตอนการผลิตต้องปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เป็นหลักการสากลที่กำหนดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ FOA

➤ แนวทางและวิธีการทำเกษตรดีที่เหมาะสม

แนวทางและวิธีการทำเกษตรที่ดีหรือการผลิตพืชในระดับฟาร์มในประเทศไทยที่จะได้มาตรฐาน GAP ต้องปฎิบัติตามหลักเกณฑ์และการตรวจประเมินจากกรมวิชาการเกษตร ที่ได้แบ่งกระบวนการผลิตเป็น 3 ระดับ 1. กระบวนการผลิตที่ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย 2. กระบวนการผลิตที่ได้ผลผลิตปลอดภัยจากศัตรูพืช 3. กระบวนการผลิตที่ได้ผลผลิตเป็นที่พึงพอใจต่อผู้บริโภค

โดยที่จะมีวิธีการตรวจประเมินแหล่งน้ำ พื้นที่เพาะปลูก การใช้สารอันตรายทางการเกษตร การกำจัดศัตรูพืช การเก็บรักษาและการขนย้ายผลผลิต จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ทุกขั้นตอนในวิธีการทำเกษตร จะต้องได้รับการประเมินและตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตรก่อน ถ้าผ่านถึงจะสามารถได้รับการรับรองผลผลิตเกษตรว่าเป็น เกษตรดีที่เหมาะสม GAP ได้

ข้อแนะนำของผมหากเกษตรกรต้องการที่จะได้รับการรับรองตราสินค้าเกษตร ในผลผลิตการเกษตร หากคุณยังทำไม่ได้ทำเกษตรอินทรีย์ 100% ผมแนะนำให้คุณทำการเกษตรตามหลักการของ GAP ไปก่อนก็ได้ เมื่อได้ผ่านการรับรองและก็สามารถติดตรารับรอง และยังสามารถเพิ่มมูลค่าราคาสินค้าเกษตรกรได้มากขึ้น แล้วค่อยพัฒนาหันไปทำการเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบต่อไป



ลิงค์ไป   แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่
ลิงค์ไป   แนวทางเกษตรธรรมชาติ
ลิงค์ไป   วิธีการทำเกษตรผสมผสาน
ลิงค์ไป   สวนวนเกษตร

Credit Photo : PIXABAY