ยินดีต้อนรับสู่บล๊อกของคนทำเกษตรอินทรีย์ด้วยนวัตกรรม

แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ (Agriculture New Theory)


แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๙ ทรงพระราชทานพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรประสบความยากลำบากในการทำเกษตร และขาดแคลนน้ำในการทำเกษตร พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นความยากลำบากของเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพืชผล โดยเฉพาะเรื่องขาดแคลนน้ำ จึงทรงพระราชดำริให้แนวทางในการบริหารจัดการน้ำและที่ดินในพื้นที่ทำเกษตรกรรมขนาดเล็ก หรือมีพื้นที่ไม่มากนัก ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้แก่ราษฎรษ์นำไปประยุกต์ใช้


จากแนวคิดทฤษฎีใหม่นี้ ก็มีเกษตรกรทั่วประเทศน้อมนำแนวคิดวิธีการทำเกษตรของพระองค์ท่านไปใช้ในการทำเกษตรของตนเองทั่วประเทศทำให้เกษตรกรสามารถฝ่าฟันวิกฤตในการขาดแคลนน้ำในการทำเกษตร หรือปัญหาความแห้งแล้งที่ส่งผลเสียหายต่อการเพาะปลูกได้ ทำให้เกษตรกรผลเพาะปลูกได้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นที่น่าพอใจสามารถไว้ใช้บริิโภคและนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้แก่ครอบครัว ทั้งยังช่วยลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตโดยยึดตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน คือ มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งสามารถใช้ได้ผลจริง

อุปสรรคที่เป็นปัญหาโดยส่วนใหญ่สำหรับอาชีพเกษตรกรหรือการทำเกษตรกรรม คือ ปัญหาลม ฟ้า อากาศ ที่แปรปรวน และไม่เอื้ออำนวยต่อการทำการเกษตรบางปีก็แห้งแล้ง บางปีก็น้ำท่วม ซึ่งไม่สามารคาดการณ์ได้แม่นยำมากนัก หากปีไหนแห้งแล้งมากๆ ก็ทำให้เกษตรกรขาดแคลนน้ำที่ไว้ใช้ในการทำเกษตร จึงจำเป็นจะต้องมีบ่อหรือสระน้ำเก็บกักน้ำไว้ใช้แต่หากปีไหนฟ้าฝนดี ก็มีน้ำเยอะ บางปีถึงขึ้นน้ำท่วม จึงต้องมีสระน้ำหรือบ่อเก็บน้ำเป็นที่รองรับน้ำไว้ ช่วยชะลอการเอ่อล้นของน้ำที่จะทำให้พืชผลที่เกษตรกรเพาะปลูกไว้เสียหายได้

หลักการและแนวทางปฏิบัติตามเกษตรทฤษฎีใหม่


ในหลักการแนวคิดนี้ได้กำหนดวิธีการปฎิบัติไว้อย่างชัดเจน โดยให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ทำกินจัดสรรพื้นที่ของตนเองให้เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ที่อยู่จริงของตนเองและเน้นการทำเกษตรแบบผสมผสาน



ให้แบ่งพื้นที่ ออกเป็นส่วน ตามอัตราส่วน จาก 100% ของพื้นที่จริง

  • พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝน ไว้ปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำ 
  • พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ 30% ไว้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าว ไว้บริโภคในครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี 
  • พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ 30%ให้ปลูกพืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ไม้ผล ไม้ยืนต้นฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย 
  • พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ 10% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์และโรงเรือนอื่น ๆ


โดยหลักการและแนวทางการปฎิบัติให้เกษตรกรนำไปปฎิบัติอยู่บนพื้นฐานของหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ผมจะเขียนอธิบายตามความเข้าใจของผมเองให้ผู้อ่านได้ทราบ ในการทำเกษตรตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ของพระองค์ส่วนตัวผมก็ได้น้อมนำมาใช้ในการทำสวนเกษตร (อินทรีทองเกษตรอินทรีย์) โดยได้นำมาประยุกต์และจัดสรรตามพื้นที่ของผมเองที่มีอยู่จำนวน 4 ไร่ ได้จัดสรรปันส่วนแบ่งพื้นที่ใช้สอยที่จะใช้ในการทำการเกษตรตามไอเดียของตนเอง และคาดการณ์ว่าจะใช้พื้นที่ที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวทางปฏิบัติเริ่มตั้งแต่การผลิตหรือการเพาะปลูก ในเริ่มแรกของการทำเกษตรอินทรีย์ของผม ก็เพาะปลูกพืชที่มีและเหมาะสมกับพื้นที่ หรือหาได้ในท้องถิ่น คือ ปลูกกล้วย และพืชผักสวนครัวกินได้หลายชนิดและปลูกต้นไผ่ส่วนการเลี้ยงสัตว์ผมก็ได้เลี้ยงปลาดุก ปลานิล และยังได้เลี้ยงปลาในนาข้าวตามฤดูกาลทำนาอีกด้วยยังมีการเลี้ยงไก่บ้านไว้บริโภคเนื้อ และเหลือจำหน่าย ต่อมาก็เริ่มเรียนรู้การเพาะเห็ดนางฟ้าเห็ดนางรม ตลอดเวลา 2-3 ปี ในการทำเกษตรของผม จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และทำทีละขั้นตอน และตามกำลัง ตามอัตภาพของตนเอง และในปัจจุบันนี้ ก็เริ่มเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น จากการทำการเกษตรตามแนวคิดของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นแล้วเกษตรกรที่จะทำเกษตรจะต้องมีความอดทนอดกลั้น และรู้จักรอคอย เพราะจะเห็นผลได้ไม่ใช่เพียงวันสองวัน หรือเดือน แต่ต้องใช้เวลาเป็นหลายปี



ในการทำเกษตรของเกษตรกรต้องยืนหยัดอยู่บนความพอประมาณ คือ ผมก็จะทำเกษตรตามกำลัง หรือตามอัตภาพ จะไม่ทำใหญ่หรือลงทุนใหญ่หรือปลูกพืชเชิงเดี่ยวในปริมาณเยอะๆ เพื่อหวังผลกำไรในครั้งเดียวเลย เพราะถ้าผิดพลาดมาก็ก่อให้เกิดความเสียหายอยู่มากทีเดียว ผมจึงอยากแนะนำให้เพื่อนเกษตรกรทำเกษตรแต่เล็กน้อย ตามสภาพหรือปัจจัยที่ตนเองมีอยู่ ไว้ใช้บริโภคเพียงในครัวเรือนและมีเหลือไว้จำหน่ายเล็กน้อยก็พอแล้ว

นอกจากนี้ผมจะหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร ก่อนที่จะปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์อะไร ก็จะมีการวางแผนก่อนทุกครั้ง ทั้งด้านการตลาด และกระบวนการผลิต หากมีสิ่งใดที่เราไม่คาดคิดไว้ ก็ช่วยลดผลกระทบหรือความเสียหายได้ จากหนักก็จะกลายเป็นเบา เพราะราคาสินค้าเกษตรหรือผลผลิตทางการเกษตร เป็นอะไรที่อ่อนไหวต่อกลไกตลาดเป็นอย่างมาก และยังต้องต่อสู้กับสภาพดิน ฟ้า อากาศอีกด้วย ฉะนั้นความเป็นเหตุเป็นผล คำนึงถึงความเป็นไปได้ก็เป็นสิ่งสำคัญ

สุดท้ายภูมิคุ้มกันที่ดีครับ เป็นเสมือนเกราะกำบังชีวิตของเกษตรกรเลยทีเดียว การใช้จ่ายอย่างประหยัด และใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น ผมสามารถลดค่าใช้จ่ายค่ากับข้าว ค่าอาหารได้มาก จากการเก็บพืชผักในสวน หรือจับปลา หรือไก่บ้านมาบริโภค ทำให้ผมลดรายจ่ายค่ากับข้าวได้ในส่วนหนึ่ง เราจะซื้อบริโภคในสินค้าที่เราผลิตไม่ได้เท่านั้น และไม่ไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบมาใช้ กู้นำมาเพียงลงทุนในกิจการการทำเกษตรหรือลงทุนในธุรกิจที่เราเชี่ยวชาญ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนของชีวิต และใช้จ่ายให้เพียงพอในครอบครัวเท่านั้น

จากการน้อมนำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ในการทำเกษตรแบบยั่งยืน พร้อมกับดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ก็ทำให้ชีวิตของผมมีความสุขได้ ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นกับร่ำรวย แต่ก็มีกินมีใช้ ไม่ลำบากมากนัก ผมจึงอยากแนะนำว่าหากเกษตรกรท่านใดอยากจะน้อมนำแนวคิดของพ่อหลวงไปใช้ ก็ให้นำไปใช้โดยการลงมือทำอย่างจริงจังนะครับ ไม่ย่อท้อ รู้จักอดทนและรอคอย ผลที่ดีก็จะค่อยๆ ตามมาครับ ผมขอรับรองว่าใช้ได้ผลดีจริง

ผู้เขียนบทความ : อินทรีทองเกษตรอินทรีย์