ยินดีต้อนรับสู่บล๊อกของคนทำเกษตรอินทรีย์ด้วยนวัตกรรม


เกษตรผสมผสาน (Intergrated Farming)


โดยทั่วไปแล้วการทำเกษตรของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของเราแต่เดิมนั้น จะเป็นไปในรูปแบบการทำเกษตรผสมผสานอยู่แล้ว ก่อนที่จะมาในรุ่นหลังๆ มาจนถึงรุ่นของเราจะเห็นได้ว่ารูปแบบการทำเกษตรเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการรูปแบบเดิมกลายเป็นรูปแบบการทำเกษตรเชิงเดี่ยว (Monopoly Farming) มากขึ้น จนการทำเกษตรผสมผสานเกือบจะสูญหายไปจากวงจรการทำเกษตรของบ้านเรา

จากที่เราเคยปลูกพืชผักสวนครัวไว้ในสวนหลังบ้าน เลี้ยงไก่บ้านหรือไก่ไข่เพื่อไว้บริโภค เลี้ยงปลาหรือปลูกผลไม้ไว้เก็บกิน ไม้ยืนต้นไว้ใช้ประโยชน์ และสมุนไพรไว้เป็นทำเป็นยารักษาโรคแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ก็แทบจะไม่มีให้เห็นหรือมีน้อย เพราะการทำเกษตรเพื่อหวังผลกำไรหรือเป็นไปในเชิงธุรกิจ ได้เข้ามาครอบงำมากขึ้น ภาพความทรงจำในอดีตที่เราเคยเห็น ครั้นเมื่อได้กลับบ้านไปหาปู่ย่าตายายทวดตามต่างจังหวัด แล้วก็ได้ไปเก็บผลไม้ในสวนหลังบ้าน มีเป็ด มีไก่ที่ท่านเลี้ยงไว้ มีพืชผักสมุนไพรปลูกไว้ ก็เกือบจะไม่มีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน




ด้วยความเจริญของบ้านเมืองและความทันสมัยของเทคโนโลยี ทำให้บริบทของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป จากการเป็นสังคมการเกษตรแบบเรียบง่าย ดั้งเดิม ไม่ต้องอาศัยพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากนัก เปลี่ยนเป็นมาทำการเกษตรสมัยใหม่ที่ต้องใช้เครื่องมือเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เน้นไปในการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมากขึ้น ปลูกพืชอย่างเดียวให้ได้ปริมาณมากๆ เพื่อที่จะขายให้ได้กำไรมาก  โครงสร้างการเกษตรของบ้านเราจึงเปลี่ยนแปลงไปเป็นเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง หรือทำสวนเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกไม้ยางพารา ปลูกปาล์ม หรือผลไม้ เงาะ ทุเรียน ส้มโอ เป็นสวนเกษตรที่เน้นปลูกเพื่อธุรกิจไปเสียหมด

การทำเกษตรในรูปแบบใหม่เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เครื่องมือเครื่องจักรกลที่ทันสมัย ตลอดจนปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช ทั้งหมดเป็นต้นทุนที่เกษตรกรจะต้องลงทุนด้วยเงินลงทุน และแรงกาย เพื่อผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมาในรูปแบบของเงินหรือผลกำไรที่มากขึ้น แต่ด้วยต้นทุนปัจจัยเหล่านั้นที่มีราคาแพง ก็ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน บางรายถึงกับต้องขายที่ดินทำกินเพื่อชดใช้หนี้ที่ไปกู้ยืมเงินมาเพื่อทำเกษตร เพราะผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้ก็ขายไม่ได้ราคา ด้วยกลไกตลาดสินค้าเกษตรของบ้านเราที่ไม่แน่นอน



จากที่ผมอรัมภบทมาทั้งหมดคุณผู้อ่านคงจะมองเห็นภาพโดยรวมแล้วใช่ไหมครับว่าการเกษตรของบ้านเราหลงทิศหลงทางไปอย่างมาก กลายเป็นโรคที่เรื้อรังจนยากเกินกว่าที่จะรักษาหรือจะแก้ไขให้กลับมาแบบเดิมได้ ก็หวังเพียงแค่ช่วยประคับประคองให้มีชีวิตรอดไปได้เพียงเท่านั้น ก็คือทำให้เกษตรกรไทยยังมีลมหายใจอยู่ได้ด้วยตนเอง เพราะเท่าที่ดูแล้วก็ไม่สามารถจะไปแก้ไขอะไรได้มากนัก

สุดท้ายแล้ววิธีการรักษาก็คือให้กลับไปที่จุดเดิม ในรูปแบบดั้งเดิมหรือจุดกำเนิดที่เราได้ทำการเกษตรแบบเรียบง่าย ตามภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเรานั่นเอง อาจจะช่วยได้ไม่หมดทุกคนนะครับ เพราะเปลี่ยนอะไรก็พอจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าไปเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคน หรือเกษตรกรที่เขายังยืนยันว่าวิธีการทำของเขาถูกต้องแล้ว ก็เปลี่ยนยากครับ ไปดูความหมายและคำนิยามของการทำเกษตรผสมผสาน ตลอดจนขั้นตอนวิธีการทำเกษตรผสมผสานกันนะครับ


ความหมายของการเกษตรผสมผสาน


เกษตรผสมผสาน (Intergrated Farming)  เป็นรูปแบบการทำเกษตรยั่งยืน แบบหนึ่งที่มีกิจกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน โดยทำให้เกิดการเกื้อกูลกันและสร้างประโยชน์ให้กันได้อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพืชกับพืช สัตว์กับพืช หรือสัตว์กับสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในฟาร์ม เช่น การเลี้ยงไก่แล้วนำมูลไก่ไปให้ปลาในบ่อ การเลี้ยงวัวควยเมื่อได้มูลวัวควายก็นำไปทำปุ๋ยคอกไว้ใส่พืช การเลี้ยงผึ้งเพื่อให้ช่วยผสมเกสรแก่พืชและไม้ผลในฟาร์มการเพาะเห็ดนางฟ้าเห็ดนางรมแล้วนำก้อนขี้เลื่อยเห็ดเก่าไปทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น โดยกิจกรรมการทำเกษตรแต่ละอย่างมีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน หรือทรัพยากรในฟาร์ม วัสดุเหลือใช้มาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์และประหยัดมากที่สุด

ดังนั้นกิจกรรมการทำเกษตรผสมผสานจึงไม่มีรูปแบบแน่นอนตายตัวมากนัก เกษตรกรบางคนอาจจะทำเกษตรโดยเน้นการเลี้ยงสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นหลัก แต่ก็ยังต้องมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องทำในฟาร์มร่วมด้วย เช่น เลี้ยงไก่บ้านเพื่อไว้จำหน่ายเป็นหลัก แต่มูลไก่บ้านที่ได้ก็นำมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อไว้ใช้ใส่พืชที่ปลูกไว้ในฟาร์มหรือเพื่อจำหน่ายด้วยก็ได้ เลี้ยงปลาไว้จำหน่ายเป็นหลัก ก็ได้อาหารปลาที่เป็นมูลไก่มูลสุกรที่เลี้ยงนำมาให้ปลา และยังปลูกพืชชนิดต่างๆ รอบๆ บ่อเลี้ยงปลาอีกด้วย เป็นต้น กิิจกรรมทางการเกษตรจะต้องมีอย่างน้อย 2 กิจกรรมที่เอื้อต่อกันนั่นเอง


การทำเกษตรผสมผสานนั้น เกษตรกรจะนำการทำเกษตรอินทรีย์ และแนวคิดทฤษฎีใหม่ หรือแนวทางเกษตรธรรมชาติมาใช้ร่วมกัน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรด้วยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร หรือพืชสำคัญที่เกษตรกรต้องการเน้นการปลูกเป็นหลัก จะเป็นข้าวหรือพืชไร่ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ตนเอง ว่าเป็นพื้นที่สูงเชิงเขา ที่ดอน หรือที่ราบลุ่ม


ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องมีการวางแผนการผลิตของตนเอง คำนึงถึงความต้องการของตลาดในท้องถิ่ินและสอดคล้องกับทรัพยากรที่มี ตลอดจนการจัดการที่เหมาะสมภายในฟาร์มของตน จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี มีเพียงพอต่อการบริโภค และจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้หลักของครอบครัว เพราะวัตถุประสงค์หลักของการทำเกษตรผสมผสานนั้นต้องการให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนอื่นๆ เป็นผลพลอยได้จากกิจกรรมการทำเกษตรผสมผสานไม่ว่าจะเป็นลดการระบาดโรคพืชศัตรูพืช ลดความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนของสินค้าเกษตร ลดความเสี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดจากสภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในฟาร์ม


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการทำเกษตรผสมผสานก็ขึ้นอยู่กับตัวเกษตรกรเอง เป็นผู้ที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกไปทางไหน หรือเลือกรูปแบบการทำเกษตรแบบไหน ขึ้นอยู่กับใจของคุณเอง Up To You อย่างที่ผมเลือกทำเกษตร ผมก็เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือ ทำนาเพียงอย่างเดียว มาเป็นการทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสมหรือเกษตรผสมผสาน ถือว่าตัวผมเองเลือกถูกทาง และไม่หลงทางตั้งแต่เริ่มต้นของการทำอาชีพเกษตรกร แต่สิ่งสำคัญเลย คือ อย่าลืมเดินอยู่บนหนทางของความพอเพียง เพียงอย่าเดินออกนอกลู่นอกทางนี้ ก็ทำให้ชีวิตของเกษตรกรมีความสุขตามอัตภาพได้แล้ว...ขอบคุณครับ

ผู้เขียนบทความ : อินทรีทองเกษตรอินทรีย์

CREDIT PHOTO : PIXABAY