ยินดีต้อนรับสู่บล๊อกของคนทำเกษตรอินทรีย์ด้วยนวัตกรรม

วนเกษตร (Agroforesty) คืออะไร?


หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "ปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง" อยู่บ่อยครั้ง นี่เป็นพระราชดำรัสของพ่อหลวง ร.๙ ของพวกเรานั่นเอง เราไปดูกันว่าพระองค์ท่านทรงพระราชทานแนวคิดนี้ มีความหมายว่าอย่างไร

ดังพระราชดำรัส มีดังนี้ “การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาได้ให้ใช้วิธีปลูกไม้ 3 อย่าง แต่มีประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วยโดยรับน้ำฝนอย่างเดียวประโยชน์อย่างที่ 4 คือสามารถช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ”


ผมขออธิบายขยายความการปลูกป่า 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ การปลูกไม้ให้พออยู่ พอกิน พอใช้ และเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ พออยู่ หมายถึงการปลูกไม้เศรษฐกิจไว้ทำที่อยู่อาศัย และจำหน่าย เป็นไม้ยืนต้นที่มีค่า เช่น ไม้ตะเคียนทอง, สัก, ยางนา, มะฮอกกานี, กระทินเทพา, จำปาทอง ฯลฯ พอกิน หมายถึงการปลูกพืชเกษตร ปลูกพืชสมุนไพร ไว้สำหรับใช้กินเป็นอาหาร ใช้เป็นยาสมุนไพร ไม้ผล เช่น มะม่วง ทุเรียน มังคุด ลองกอง ฯลฯ ไม้ผลิตเพื่อขาย เช่น มะพร้าว ยางพารา ปาล์ม ฯลฯ พอใช้ หมายถึงปลูกต้นไม้สำหรับใช้สอยในครัวเรือน ใช้ทำเครื่องมือต่างๆ ใช้เป็นพลังงาน เช่น ไม้ไผ่ หวาย หรือต้นไม้โตเร็วบางชนิดที่สำหรับทำเป็นฟืน ถ่าน เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ หมายถึงการปลูกไม้เหล่านี้ ช่วยสร้างความสมบูรณ์ของดินและความหลากหลายทางชีวภาพให้กับพื้นที่ เป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนไว้ในดินตามธรรมชาติ



จากแนวคิดนี้มีความหมายที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกับวนเกษตรเป็นอย่างมาก ผมจึงหยิบยกแนวคิดของพระองค์ท่านมาเทียบเคียงก่อนที่จะอธิบายความหมายการทำเกษตรรูปแบบสวนวนเกษตร และเชื่อมโยงไปยังแนวคิดการทำเกษตรโคก หนอง นา โมเดล ที่ผมได้เคยเข้าไปศึกษาดููงาน ผมจะขอเล่าอธิบายตามความหมายหรือคำนิยามของการทำเกษตรดังกล่าว จากสิ่งที่ผมมีประสบการณ์ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่ารูปแบบการทำเกษตรเหล่านี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ความหมายของวนเกษตร


ความหมายของ วนเกษตร (Agroforesty Farming)หมายถึง การปลูกไม้ยืนต้นที่ใช้ประโยชน์ได้ ร่วมกับการปลูกพืชไว้ใช้เป็นอาหาร และใช้ประโยชน์อื่นๆ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่าไปด้วย เป็นลักษณะ การทำเกษตรผสมผสาน เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ในสวนเกษตรโดยการลอกเลียนธรรมชาติของป่าไม้ เป็นการจัดการฟาร์มสวนเกษตรในแบบของธรรมชาติ วนเกษตรจึงมีความพิเศษกว่าการทำเกษตรในรูปแบบอื่นๆ อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็เป็นการจัดการทรัพยากรการเกษตรที่มีอยู่เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำเกษตรโดยนำหลักคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ นำมาประยุกต์ใช้ด้วย


เพราะการทำสวนวนเกษตร เน้นการปลูกไม้ยืนต้นเป็นหลัก เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพดินและสร้างความมั่นคงทางแหล่งอาหาร โดยการเลียนแบบจากป่าไม้ธรรมชาติจริงๆ เราเพียงเข้าไปจัดสรรกิจกรรมในบางอย่างเท่านั้น การนำพืชสมุนไพรเข้าไปปลูกแซมในพื้นที่ว่างระหว่างไม้ยืนต้น นำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การนำอาหารหรือไม้จากป่ามาใช้ประโยชน์ การปล่อยให้ป่าช่วยฟื้นฟูสภาพของดินตามธรรมชาติ โดยใช้หลักการเติบโตของพืชพันธุ์ตามธรรมชาติ คือการปลูกพืช ไม้ยืนต้นหลายชั้นความสูงตามชนิดของไม้ยืนต้น ไม้ผล ปล่อยทิ้งไว้ให้ฟื้นตัว ผสมกลมกลืนเข้ากับระบบนิเวศน์ป่าไม้ เศษซากใบพืชต่างๆ แห้งตกสู่พื้นดินเปื่อยเป็นคาร์บอนในดินกลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ




จะเห็นได้ว่าการทำเกษตรแบบสวนวนเกษตรมีความสัมพันธ์กับวิธีการปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง ดังนั้นเกษตรกรอาจประยุกต์ใช้แนวคิดของพระองค์ท่าน มาใช้ในการสร้างสวนวนเกษตรได้ และให้ประโยชน์ในแบบเดียวกัน นั่นเอง

การทำสวนวนเกษตร ใช้ทรัพยากรไม่มากนักและใช้ปัจจัยในการผลิตน้อย แต่สามารถใช้เป็นแหล่งอาหารได้ในระยะยาว และเป็นการทำเกษตรที่อยู่ในรูปแบบการทำเกษตรที่ยั่งยืน
ช่วยในการฟื้นฟูสภาพพื้นดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ ที่จะกลายเป็นธาตุอาหารที่อยู่ในดิน สร้างการเจริญเติบโตให้กับต้นไม้ และพรรณพืช สร้างความหลากหลายทางชีวภาพในสวนเกษตร มีแมลงหลากหลายชนิดที่ช่วยผสมเกสร ลดแมลงศัตรูพืชด้วยวิธีการตามธรรมชาติ สามารถนำไม้มาใช้ประโยชน์ใช้สอยทำเครืองมือต่างๆ ทั้งทำเป็นพลังงานฟืน ถ่าน

จากที่กล่าวมาทั้งหมดผมขอนำไปเชื่อมโยงถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมได้เข้าไปศึกษาดูงานการทำเกษตรในรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล ซึ่งผมได้ไปดูงานที่สวนเกษตรของพระอาจารย์สังคม ตั้งอยู่ที่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ อยู่ไม่ไกลจากที่ผมอยู่มากนัก ไว้ผมจะเขียนเล่าเป็นบทความอีกบทความหนึ่ง ที่เขียนถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบโคก หนอง นา โมเดล โดยเฉพาะ


ในบทความวรรคสุดท้ายนี้ ผมจะเกริ่นคร่าวๆ ว่าการทำเกษตรโคก หนอง นา โมเดล นั้นก็เป็นการทำสวนวนเกษตรนั่นเอง เพียงแต่โคก หนอง นา โมเดล จะใช้ทรัพยากรและปัจจัยที่มากกว่าการทำสวนวนเกษตรอยู่มาก เพราะการจัดการค่อนข้างที่ยุ่งยากในบางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากศูนย์ คือ การนำผืนนาที่ว่างเปล่าที่เคยปลูกข้าวหรือพืชเชิงเดี่ยว มาจัดสรรพื้นที่เป็นส่วนๆ โดยมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเลยทีเดียว แตกต่างจากสวนวนเกษตรอาจจะใช้ที่ดินที่เป็นแหล่งทำเกษตรแต่เดิม หรือแหล่งป่าเสื่อมโทรมมาฟื้นฟูได้เลย แต่ผลผลิตปลายทาง ก็คือ เป็นแหล่งอาหารให้กับเกษตรกร ไว้เก็บกินเพื่อดำรงชีวิตแบบพอเพียงและปลอดภัยตามอัตภาพในวิถีทางของการทำเกษตรอินทรีย์

ผู้เขียนบทความ: อินทรีทองเกษตรอินทรีย์