ยินดีต้อนรับสู่บล๊อกของคนทำเกษตรอินทรีย์ด้วยนวัตกรรม

จุลินทรีย์ในดินมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช วิธีการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ผลิตปุ๋ย



ในบทความที่ผ่านมาผมได้เคยเขียนความรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ไปแล้ว คือ การใช้จุลินทรีย์ EM ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพที่ได้รับการพัฒนาและวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โดยนักวิทยาศาสตร์การเกษตรชาวญี่ปุ่น และได้เล่าถึงประสบการณ์ของผมจากการใช้จุลินทรียดังกล่าวช่วยในการทำการเกษตรอินทรีย์ ผมก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย


บทความนี้ผมจะมาอธิบายถึงความหมายของจุลินทรีย์ในดิน ให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้นมีคุณสมบัติหรือหน้าที่ทำอะไรในระบบนิเวศทางธรรมชาติ และได้ยกตัวอย่างวิธีการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ซึ่งเป็นสารจุลินทรีย์ที่ได้วิจัยโดยกรมวิชาการเกษตร มาช่วยปรับปรุงบำรุงดินในการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์อีกด้วย

จุลินทรีย์มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติอยู่แล้ว โดยจุลินทรีย์มีทั้งจุลินทรีย์ด้านดีและจุลินทรีย์ด้านร้าย จุลินทรีย์ด้านดีก็จะช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศไม่มีมลพิษเน่าเหม็น แหล่งน้ำไม่เน่าเสีย และสภาพดินอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยธาตุอาหาร ส่วนจุลินทรีย์ด้านร้ายนั้นจะสร้างมลภาวะเน่าเหม็นให้กับแหล่งน้ำ และสภาพแวดล้อม

จุลินทรีย์

จุลินทรีย์ในดินไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย เชื้อรา โปรโตซัว ไวรัส สามารถดำรงชีพและเติบโตได้ในสภาพที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ หน้าที่ที่เป็นประโยชน์ของจุลินทรีย์ในดินจะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ ตรึงก๊าซไนโตรเจน ปรับปรุงโครงสร้างของดิน แต่บางชนิดก็ส่งผลเสียหรือเป็นสาเหตุของโรคพืชได้ เช่น โรคเหี่ยว โรคใบจุด บางชนิดก็มีส่วนในการแปรธาตุอาหารพืชในดิน หรือกระบวนการออกซิเดชั่นหรือรีดัคชั่น

ปัจจัยที่มีผลต่อจุลินทรีย์


ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในดิน มีดังนี้
  • ความชื้นของดินมีผลกระทบต่อกิจกรรรมและการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ความชื้นที่เหมาะสมต่อจุุลินทรีย์คือ 50-70% เป็นความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน
  • อุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญต่อจุลินทรีย์ส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ในอุณหภูมิสภาวะปานกลาง คือ 25-35 องศาเซลเซียส
  • อินทรียวัตถุในดินเป็นปัจจัยแสดงจำนวนประชากรของจุลินทรีย์ในดินมีมากหรือน้อย ดินที่มีอินทรียวัตถุมากก็จะมีจุลินทรีย์มากไปด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากจะอาศัยอยู่รอบๆ รากพืช ช่วยในการย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นธาตุอาหารแก่พืชนั่นเอง
  • ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน จะอยู่ในช่วงค่า PH 6.5 - 7.5 เป็นค่าที่เหมาะสม ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำงานต่อเอนไซน์ของจุลินทรีย์หรือกระบวนการทางชีวเคมี
  • ปริมาณธาตุอาหารในดิน จุลินทรีย์มีความต้องการในปริมาณใกล้เคียงพืชชั้นสูง การใส่ปุ๋ยไปในดินในปริมาณที่เหมาะสมจะส่งผลดีต่อจุลินทรีย์ในดิน แต่ถ้ามากไปก็จะส่งผลให้ดินมีสภาพเป็นกรดไ
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่นการไถพรวน ฤดูกาล ความลึกของดิน จุลินทรีย์จะมีอยู่มากในชั้นดินด้านบน

การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ

หลังจากที่คุณได้รู้ความหมายและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์แล้ว ผมก็จะแนะนำสารจุลินทรีย์ชีวภาพของกรมวิชาการเกษตร ที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อนำมาให้เกษตรกรได้ใช้กัน ก่อนอื่นไปดูประเภทของจุลินทรีย์ที่ได้รับการจำแนกเป็นกลุ่มๆ

เทคโนโลยีของจุลินทรีย์

เทคโนโลยีทางชีวภาพ ได้ถูกคิดค้นและศึกษาวิจัยในตัวจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ เพื่อมาใช้ในการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งแบ่งเป็นสามกลุ่ม ดังนี้

           กลุ่มที่ 1 จุลินทรีย์ปรับปรุงบำรุงดินเพิ่มธาตุอาหารและฮอร์โมนพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายวัสดุ ใช้ผลิตปุ๋ยหมัก, สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ, สารเร่ง พด.9 ปรับความเป็นกรดเป็นด่างของดิน, จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 การตรึงไนโตรเจนในอากาศ, ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืช

          กลุ่มที่ 2 จุลินทรีย์ควบคุมศัตรูพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ป้องกันหรือยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคพืช ได้แก่ เชื้อไตรโคเดอร์มา และ บาซิลลัส, สารเร่ง พด.7 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักและย่อยสลายพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ เพื่อผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช
ดูแปลงนาที่ใส่น้ำหมักชีวภาพ

เกษตรกรผู้ทำนาอินทรีย์

          กลุ่มที่ 3 จุลินทรีย์รักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สารเร่ง พด.6 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักเศษอาหารในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารสำหรับทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ

 สำหรับบทความในตอนนี้ผมจะขอยกตัวอย่างถึงการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เป็นจุลินทรีย์ช่วยย่อยโปรตีน ไขมัน เพิ่มการละลายธาตุอาหารในการหมักเศษซากพืชและซากสัตว์ ในเวลาอันสั้นและได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ หรือน้ำจุลินทรีย์ เพื่อนำไปใช้ในการไปราดรดพืชผักในสวนเกษตรของผมเอง ซี่งประโยชน์หลักๆ ของจุลินทรีย์ชนิดนี้ (สารเร่งซุปเปอร์ พด.2) คือ ได้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อนำไปราดรดพืชผัก ช่วยให้พืชผักเจริญเติบโตได้ดี และสมบูรณ์ โดยจุลินทรีย์จะเข้าไปช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ คือ เศษซากพืช ซากสัตว์ หรือปุ๋ยอินทรีย์ ให้อยู่ในสภาพที่รากของพืชสามารถจะดูดซึมธาตุอาหารต่างๆ เหล่านั้นไปเลี้ยงบำรุงลำต้น ใบ และดอกผล ได้ดีนั้นเอง

การผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยใช้สารเร่ง พด.2


การผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สามารถนำไปหมักได้ทั้งผักและผลไม้ หรือเศษปลาหรือหอยเชอรี่ หรือน้ำนมดิบก็ได้ สำหรับผมได้นำไปหมักกับหน่อกล้วย เป็นจุลินทรีย์หน่อกล้วย ซึ่งในหน่อกล้วยก็จะมีจุลินทรีย์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว และนำไปราดรดพืชผักในสวนมาตั้งแต่เริ่มทำเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะรดพืชต่างๆ หรือใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตและออกรวงได้ดี สำหรับวิธีการทำมีอัตราส่วนผสมที่จะทำการหมัก มีดังนี้

        ผักหรือผลไม 40  กก : กากน้ําตาล 10 กก.: น้ํา 10 ลิตร : สารเรงซุปเปอร์พด.2 1 ซอง

หมักจากเศษอาหาร

หมักจากหอยเชอรี่


วัสดุเศษผักหรือผลไม้มากน้อย ให้ท่านปรับอัตราส่วนการใช้เอาเองโดยประมาณ สำหรับวิธีการท่านผู้อ่านสามารถดูได้ที่วิดีโอด้านล่างนี้




สำหรับจุลินทรีย์ในกลุ่มต่างๆ ชนิดอื่นๆ หากผมได้นำมาทดลองใช้ จะทยอยเขียนรีวิวเป็นบทความให้ท่านผู้อ่านได้เรียนรู้ในบทความตอนต่อๆ ไปครับ

สรุป

จุลินทรีย์มีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว มีทั้งจุลินทรีย์ที่เป็นจุลินทรีย์ด้านดีและด้านร้าย โดยทั่วไปสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศวิทยาธรรมชาติจะมีจุลินทรีย์ด้านดีอยู่มากกว่าทำให้สภาพแวดล้อมดี  ไม่มีมลภาวะเน่าเสีย แต่ถ้าบริเวณใดเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ด้านร้ายหรือจุลินทรีย์ที่ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมก็จะทำให้เกิดการเน่าเหม็น หรือบูด นี่ถือว่าเป็นหลักการวงจรชีิวิตตามธรรมชาติของจุลินทรีย์ 

เพียงแต่ในการทำเกษตอินทรีย์ ก็จะคัดสรรเพียงจุลินทรีย์ด้านดีหรือมีประโยชน์ต่อพืชเท่านั้น นำมาใช้ในการสกัดเป็นสารชีวภาพโดยใช้เทคโนโลยีและความรู้ความก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์ และการนำไปใช้ของเกษตรกรก็ให้คำนึงถึงขั้นตอนและวิธีการใช้อย่างถูกต้องโดยอาศัยเทคนิคทางธรรมชาติในการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์เพื่อการทำเกษตรให้สัมพันธ์และกลมกลืนตามระบบนิเวศของธรรมชาติด้วย