ยินดีต้อนรับสู่บล๊อกของคนทำเกษตรอินทรีย์ด้วยนวัตกรรม

ทัศนะคติของการทำเกษตรอินทรีย์กับการทำเกษตรเคมี




บทความในตอนนี้ ผมได้เขียนมาจากประสบการณ์โดยตรงของผมเอง หลังจากที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรแบบเต็มเวลาในระยะเวลาเกือบ 3ปีได้เห็นวิถีชีวิตของเกษตรกรและมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านการทำเกษตรกับพี่น้องลูกป้าน้าอาที่เป็นเกษตรกรหลายคนไม่ว่าจะเป็นชาวนา
คนปลูกอ้อยปลูกมันสำปะหลังและคนทำเกษตรด้านอื่นๆตลอดจนได้ไปขอข้อมูลกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรทำให้พอที่จะมีข้อมูลหรือเรื่องเล่ามาบอกเล่าให้กับผู้อ่านที่สนใจในการทำเกษตร

ในบทความนี้ ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวและประสบการณ์ตรงล้วนๆ ของผมเอง ที่ได้มาทำเกษตรเมื่อสองปีที่แล้วอย่างที่บอกไว้เบื้องต้นว่าด้วยความบังเอิญแม้ในช่วงแรกที่ผมทำเกษตรตั้งใจจะทำแบบ Part Time แต่ทำไปทำมาก็กลายมาเป็น Full Time ยอมรับว่าอาชีพเกษตรกรเหนื่อยมากๆ ในช่วงแรกของการทำเกษตร หากว่าเกษตรกรมือใหม่คนไหนสามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้ ในช่วงแรกก็ถือว่าผ่าน และคุณก็มีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จจากอาชีพการเป็นเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกด้อยค่าหรือน้อยหน้าอาชีพอื่นๆ แต่อย่างใด ผมขอใช้คำว่า เหงื่อไม่ไหลมือไม่แตก แบบว่าพองแล้วแตกแบบนั้นเลย นั้นคือ บททดสอบของอาชีพเกษตรกร

มุมมองของเกษตรกรไทยต่อการทำเกษตรอินทรีย์



สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ ก็คือผมจะเล่ามุมมองหรือทัศนะคติ (Attitude) ของเกษตรกรที่เป็นกลุ่มเกษตรกรแบบชาวบ้านจริงๆ ไม่ขออ้างอิงถึงคนทำเกษตรในเชิงธุรกิจขนาดใหญ่อย่างพวกนายทุนหรือกลุ่มเกษตรมหภาคที่รัฐบาลสนับสนุน แต่จะขอเล่าถึงกลุ่มเกษตรในกลุ่มเล็กๆ คนที่ทำเกษตรพอเพียง หรือทำเกษตรตามวิถีของเขามาแต่เดิมอยู่แล้ว แต่จะเน้นไปที่เกษตรที่ไม่ใช่สารเคมี ปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบที่ผมได้ทำอยู่ และเกษตรกรที่ทำเกษตรเคมี ใช่ปุ๋ยเคมี บนพื้นฐานทัศนคติของผมกับกลุ่มเกษตรกรเหล่านั้น เปรียบเทียบกันดูว่าจะมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด




มุมมองในการทำการเกษตรของผมเองและกลุ่มเกษตรกรชาวบ้านหรือชาวนา ที่มีต่อการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรเคมี จากที่ผมได้เข้าไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น ไม่มีมุมมองที่จะถูกต้องตามหลักวิชาการแต่อย่างใด แต่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่ประสบและก็จะบอกเล่าเปรียบเทียบกัน เป็นหัวข้อต่างๆ ไปทีละข้อ




มุมมองข้อที่ 1 ความรู้ความเข้าใจการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรไทย


มุมมองข้อแรก คือ ความรู้ความเข้าใจในความหมายของการทำเกษตรอินทรีย์กับเกษตรเคมี
กลุ่มเกษตรกรชาวบ้านหรือกลุ่มชาวนาโดยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการทำเกษตรอินทรีย์คืออะไร? แม้แต่ตัวผมเองที่เริ่มมาทำเกษตรอินทรีย์ใหม่ๆ ก็ไม่เข้าใจถึงความหมายและวิธีการทำเกษตรอินทรีย์ที่ลึกซึ้งได้มากนัก ผมกำลังจะบอกว่าในเมื่อคนเราเกิดความไม่เข้าใจหรือไม่รู้ในเรื่องใดมาก่อน ภายในใจก็จะเกิดการต่อต้านขึ้นมาทันทีนั่นเอง นี่ถือว่าเป็นกำแพงที่คอยกั้นไว้ ก็คือ ทัศนะคติของเกษตรกรที่เกิดจากความไม่รู้และไม่เข้าใจ ทำให้เขาไม่มีความเชื่อในการทำเกษตรอินทรีย์ และมักจะไม่ยอมรับ และต่อต้านแนวความคิดการทำเกษตรปลอดสารเคมี ซึ่งเป็นวิธีการทำเกษตรที่ทำมาแต่ดั้งเดิมของบรรพบุรุษของพวกเรา

ผมก็ไม่อาจทราบได้ว่ามุมมองหรือแนวความคิดในการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ถูกครอบงำด้วยวิธีการทำเกษตรแบบสมัยใหม่ที่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีทางการเกษตร มาเป็นระยะเวลายาวนานแค่ไหนแล้ว รู้เพียงแต่ว่านานพอที่จะทำให้แนวความคิดหรือมุมมองต่อการทำการเกษตรของเกษตรกรไทยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับการทำเกษตรแบบธรรมชาติ หรือไม่ใช่สารเคมีหลงเหลืออยู่แล้ว จึงยากที่จะชี้ให้เห็นผลดีหรือผลเสียต่อการทำเกษตรทั้งสองรูปแบบให้เกษตรกรเข้าใจได้ง่ายๆ

ถึงแม้หน่วยงานราชการพยายามจะรณรงค์ชี้ชวนให้เกษตรกรเปลี่ยนแปลง หรือหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ยาก ด้วยเหตุผลที่ผมได้บอกไปข้างต้น แม้แต่ตัวผมเองที่มีปณิธานที่จะทำเกษตรปลอดสารเคมี ในความตั้งใจเริ่มแรกของการมาทำเกษตร แต่เมื่อได้ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ไปในช่วงแรกของการทำการเกษตร ก็ยังหวั่นไหวหรือพรั่นพรึงใจอยู่ลึกๆ เพราะการปลูกพืชที่ไม่ใช่สารเคมี พืชผักผลไม้จะเจริญเติบโตช้ากว่าการการปลูกพืชโดยใส่ปุ๋ยเคมีมาก หรือแม้แต่ปัญหาแมลงศัตรูพืชที่เข้าทำลายพืชผักที่ปลูก ก็แทบจะอดใจไว้ไม่ได้ที่จะใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีฉีดพ่น



แต่เมื่อได้อดทนและรอคอยเฝ้าดูการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก จนถึงได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ก็พอเริ่มที่จะเข้าใจความแตกต่างของการทำเกษตรอินทรีย์และการทำเกษตรแบบใช้สารเคมี เพราะในขั้นตอนนี้จะต้องผ่านการสังเกตและลองผิดลองถูกด้วยตัวของเกษตรกรเอง ถึงจะเข้าใจความหมายและมีทัศนะคติที่ดี ลึกซึ้งต่อการทำเกษตรแบบไม่ใช่สารเคมี

นี่คือเหตุผลหนึ่ง เมื่อผมได้เริ่มมาทำเกษตรอินทรีย์หรือแม้แต่เกษตรกรรุ่นใหม่หลายๆคน ที่ได้มาทำการเกษตรในรูปแบบที่แตกต่างจากชาวบ้านหรือเกษตรกรส่วนใหญ่ที่เขาปลูกพืชเชิงเดี่ยว ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ผมและเกษตรรุ่นใหม่เหล่านั้นมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้าเลยทีเดียว ซึ่งผมคิดว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ (Young Smart Farmer) ที่กลับบ้านเกิดเพื่อทำการเกษตรจะต้องพบเจอ แม้แต่พ่อแม่ ญาติพี่น้องบางคน อาจจะยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ นี่คือเป็นปัญหาในด้านทัศนะคติหรือมุมมองที่แตกต่างกัน

ในช่วงระยะเวลา 3 ปี ที่ผมมาทำเกษตรปลอดสารเคมี โจทย์ที่ยากข้อหนึ่ง ก็คือการที่จะไปอธิบายหรือไปชักชวนให้เกษตรกรชาวบ้านหรือชาวนาหันมาทำเกษตรตามแบบที่ผมทำอยู่ เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและการพิสูจน์ แม้แต่หน่วยงานราชการที่มีข้อมูลทางวิชาการและได้ไปโฆษณาชักชวนก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร ในบางครั้งบางชุมชนหรือบางกลุ่มต้องใช้เวลาพิสูจน์เป็นสิบๆ ปีเลยทีเดียว ที่จะให้เขาเชื่อและทำตาม

ผมขอยกตัวอย่างเกษตรกรท่านหนึ่งที่ผมได้เข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้จากการทำการเกษตรด้วย คุณพี่เขาต้องใช้ความอดทนสูงมาก กว่าที่จะมีกลุ่มชาวนาหรือเกษตรกรในชุมชนของเขาเองเห็นด้วยและเชื่อในการทำเกษตรแบบไร้สารเคมี ผมขอเอ่ยนามคุณพี่เขาคือคุณนักสิทธิ์ประธานกลุ่มผู้ทำนาอินทรีย์กลุ่มคอโคออร์แกนิคไรซ์จังหวัดสุรินทร์ซึ่งผมได้เข้าไปแลกเปลี่ยนพบปะพูดคุยประสบการณ์ด้วยได้เขียนเป็นบทความไว้ในชื่อเรื่องปฐมบทคนทำนาอินทรีย์ตอนเรื่องเล่าจากท้องทุ่งผู้อ่านที่สนใจเข้าไปอ่านได้คุณพี่เขาต้องใช้เวลานับสิบปีในการทำนาอินทรีย์และถูกชาวบ้านเขามองว่าบ้าแต่คุณพี่นักสิทธิ์เขาก็ทำไปเรื่อยๆไม่สนใจคำครหา เป็นระยะเวลาเกือบสิบปี กว่าจะมีคนเชื่อ และทำตาม นี้แหละ ผมถึงบอกไงครับว่าทัศนคติและความเชื่อของคนเราเปลี่ยนยากที่สุด ไม่สามารถชี้นำได้ง่ายๆ



มุมมองข้อที่ 2 คือ วิธีการในการทำเกษตรอินทรีย์กับเกษตรเคมี


จากมุมมองข้อแรกผมได้อธิบายถึงความหมายของการทำเกษตรอินทรีย์กับเกษตรเคมี แต่มุมมองในข้อนี้ผมจะเล่าถึงขั้นตอนและวิธีการทำเกษตรอินทรีย์กับเกษตรเคมีแบบสั้นๆ ให้ตรงประเด็นที่สุด

ด้วยความเคยชินของเกษตรกรหรือชาวนา พวกเขาเหล่านั้นได้ทำการเกษตรแบบใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรมาเป็นระยะยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผักผลไม้หรือการปลูกข้าว หรือปลูกพืชเชิงเดี่ยวทุกชนิด อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น มีการใส่ปุ๋ยเคมีและใช้สารเคมีในอัตราที่่สูงมาก ซึ่งเป็นต้นทุนในการทำเกษตรที่สูง เมื่อเกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วนำไปจำหน่ายไม่ได้ผลกำไร เนื่องจากในบางปีสินค้าเกษตรราคาตกก็ทำให้เกษตรกรขาดทุน กลายเป็นหนี้สินเรื้อรัง

สิ่งสำคัญที่ส่งผลกระทบตามมาอีกก็คือ ปัญหาด้านสุขภาพของเกษตรกรเอง เกษตรกรหลายคนได้รับสารพิษตกค้างจากสารเคมีทางการเกษตรถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี แล้วยังสะสมในร่างกายมนุษย์เป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น


นอกเหนือจากนี้แล้ว สารเคมีอันตรายยังสะสมในดินและแหล่งน้ำทำให้สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติได้รับสารพิษ จะเห็นได้ว่าสัตว์บางชนิดแทบจะพบเห็นในธรรมชาติบ้านเราได้ยากกว่าแต่ก่อน เช่น กบ เขียด ปูนา แมงดานา ที่อาศัยอยู่ตามท้องนาในธรรมชาติ นอกจากนี้สารเคมียังทำลายโครงสร้างของดินทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ แข็งกระด้าง ขาดธาตุอาหาร จะต้องอาศัยปุ๋ยเคมีตลอดในการปลูกพืชตลอดเวลา ทำให้ระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติสูญเสียสมดุลไปอย่างสิ้นเชิง

ที่ผมกล่าวมาข้างต้น คือเพียงจะสื่อถึงว่าเกษตรกรเขาขาดความรู้ความเข้าใจวิธีการในการทำการเกษตรประกอบกับการทำเกษตรที่มุ่งเน้นแท้จริงของพวกเขา คือ การทำกำไรให้ได้มากที่สุด จากการปลูกพืชในแต่ละครั้ง เป็นการทำเกษตรในเชิงธุรกิจมากกว่าที่จะทำเกษตรในเชิงพอเพียงหรือพออยู่พอกิน แต่เกษตรกรเขาก็ไม่ผิดแต่อย่างใดที่มีความคิดเช่นนั้นเพราะว่าด้วยภาระหนี้สิน และกลอุบายอย่างแยบยลของระบบเกษตรแบบทุนนิยม ทำให้ทัศนะคติหรือมุมมองของเกษตรกรเป็นอย่างนั้นมาอย่างยาวนาน แต่บางคนอาจจะรู้แต่ก็ไม่มีความเชื่อในการทำเกษตรปลอดสารเคมี เพราะให้ผลช้ากว่าการทำเกษตรแบบใช้สารเคมี ให้ผลที่รวดเร็วและทันใจกว่า


ด้วยความรู้ Know-How ในการทำเกษตรของเกษตรกรชาวบ้านหรือชาวนาจริงๆ จากการที่ผมได้เข้ามาสัมผัสในชุมชนชนบทของผมเองจริงๆ ปัญหาใหญ่หลักๆ เลย ก็คือการขาดความรู้ความเข้าใจดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในเรื่องการปลูกพืชผักต่างๆ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือระบบนิเวศวิทยาของพืชและสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องจุลินทรีย์หรือจุลินทรีย์ในดินสิ่งมีชีวิตที่ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ หรือความรู้เรื่ององค์ประกอบของธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ขาดความรู้เรื่องชีววิทยา แมลงศัตรูพืชหรือแมลงที่ช่วยกำจัดศัตรูพืชและขยายพันธุ์พืชตามธรรมชาติ เป็นต้น ผมขอยกตัวอย่าง เช่น การใส่ปุ๋ยเคมี เพราะเขาคุ้นเคยกับการใส่ปุ๋ยเคมีแล้วทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี และเขาก็รู้อย่างผิวเผินว่าปุ๋ยเคมีประกอบด้วยอะไรบ้าง? และธาตุอาหารอะไรบ้าง? ทำหน้าที่อย่างไรต่อพืช? เกษตรกรบางคนอธิบายได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าถามถึงผลเสียหรือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ปุ๋ยเคมีกับดินมากๆ หรือผลเสียจากการใช้สารเคมีที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของเกษตรกรเองหรือส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติก็มีน้อยที่จะอธิบายได้ถูกต้องมากนัก



จะเห็นได้ว่าทัศนะคติในวิธีการทำเกษตรของเกษตรกรได้ถูกยึดติดไปกับการเกษตรที่ง่ายและสะดวก โดยใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไปเสียหมด และหวังผลกำไรเป็นแนวทางเดียว เป็นการทำเกษตรแบบระบบทุนนิยม แต่ไม่คำนึงผลเสียหรือผลกระทบที่อาจจะได้รับต่อไปในอนาคต กระบวนการหรือวิธีการขั้นตอนเหล่านี้ มันได้ถูกปลูกฝังในความคิดของเกษตรกรมาอย่างยาวนานนั่นเอง

หากจะถามผมว่าแล้วจะเปลี่ยนแปลงทัศนะคติหรือแนวคิดวิธีการทำการเกษตรของเขาได้ไหม? ผมก็ขอตอบว่า เปลี่ยนได้แต่ยาก ทั้งนี้หน่วยงานราชการก็ได้รณรงค์และชักชวนเกษตรกรให้หันมาปลูกพืชไม่ใช้สารเคมีอันตรายบางชนิด และลดละเลิกการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องอยู่ทั่วทั้งประเทศแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาที่นาน พอๆ กับที่เขาได้เคยทำการเกษตรแบบใช่ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีมานานเท่าไหร่แล้วนั่นแหละ คือ ระยะเวลาที่จะทำให้เขาออกจากทัศนะคติหรือแนวความคิดนั้น ก็พอๆ กับระยะเวลาที่เขาหลงเข้าไปทำเกษตรในแนวนั้นหรืออาจจะนานกว่า

แต่หากผมเพียงแต่สงสัยในใจลึกๆ ว่า แล้วใครกันละที่พาเกษตรกรเข้าไปอยู่ในจุดๆ นั้น จนบางครั้งมันยากเกินที่เขาจะถอนตัวถอนใจออกมาได้


มุมมองข้อที่ 3 คือ การทำเกษตรที่มุ่งหวังผลกำไรมากกว่าการทำแบบพอเพียง


ด้วยปัญหาปากท้องของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนไทยโดยส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรหรือชาวนาเป็นหลัก สินค้าเกษตรไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชผัก ผลไม้ต่างๆ จะปลูกไว้ใช้บริโภคทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก ทั้งนี้ราคาสินค้าเกษตรจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดเป็นสำคัญ บางปีสินค้าเกษตรก็ราคาสูง แต่บางปีก็ราคาตกต่ำ ราคาจึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรไทย

ผมจะขอกล่าวถึงปัจจัยในเรื่องของราคาผลิตผลทางการเกษตร ที่ส่งผลต่อมุมมองหรือวิธีการทำเกษตรของเกษตรกรหรือชาวนาไทยที่เปลี่ยนไปตามตามความมุ่งหวังในทางธุรกิจหรือผลกำไรมากเสียกว่าการที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อไว้ใช้บริโภคเท่านั้น

นั้นจึงเป็นสิ่งที่กำหนดแนวคิดและวิธีการทำเกษตรให้เป็นไปในรูปแบบการทำเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตในปริมาณที่มากๆ เพราะนั้นหมายความว่าตัวเกษตรกรเองย่อมเล็งเห็นผลกำไรหรือเม็ดเงินจำนวนมากจากการขายผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา หรือแม้แต่ข้าวมักจะมีปัญหาเรื่องราคาที่ตกต่ำ และเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขอยู่เป็นประจำ ทั้งยังเป็นปัญหาระดับชาติที่หาวิธีการแก้ไม่ตกเสียที อย่างที่เรารู้ ๆ กันอยู่



ทัศนะคติของเกษตรกรไทยในข้อนี้ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากและสำคัญที่สุด ที่จะต้องหาหนทางแก้ปัญหา จากที่เห็นแนวทางการทำงานของภาครัฐที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ ก็คือการส่งเสริมสนุบสนุนการรวมกลุ่มการทำเกษตรอินทรีย์หรือการทำนาแปลงใหญ่ของชาวนา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร ทำให้สามารถต่อรองราคาหรือทำให้ได้ผลกำไรจากการทำเกษตรมากขึ้น และนโยบายอื่นๆ ที่ภาครัฐได้ส่งเสริมอีกด้วย

สรุป

สรุปบทความจากมุมมองทั้ง 3 ข้อ ซึ่งเป็นมุมมองในส่วนตัวของผมเอง แต่ยังมีมุมมองอื่นๆ อีกที่เป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่อทัศนะคติการทำเกษตรอินทรีย์กับเกษตรเคมีของเกษตรกรหรือชาวนาไทย ดังนั้นผมจึงเพียงแต่เขียนบทความนี้เพื่อบอกเล่าตามความเห็นและความเป็นจริงโดยรวมเท่านั้น มาให้ผู้อ่านได้รู้ข้อเท็จจริงเพียงบางประการ

มุมมองเหล่านี้จึงมาจากประสบการณ์ที่ผมอยากจะถ่ายทอด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกๆ คนย่อมมีทัศนะคติหรือมุมมองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงควรที่จะมาขบคิดค้นหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกันมากเสียกว่าการที่จะสร้างความรู้สึกขัดแยังในความคิดเห็นหรือมุมมองทัศนะคติที่แตกต่างกัน


อินทรีทองเกษตรอินทรีย์ : ผู้เขียนบทความ

Photo Credit : Pixabay